ธุรกิจ

MAKRO เปิดแผนปี 66 วางงบลงทุนกว่า 2 หมื่นล้าน ขยายสาขา รีโนเวต แม็คโคร-โลตัส

MAKRO เปิดแผนปี 66 วางงบลงทุนกว่า 2 หมื่นล้าน ขยายสาขา รีโนเวต แม็คโคร-โลตัส

ธุรกิจ

MAKRO เปิดแผนปี 2566 วางงบลงทุนรวม 25,300-27,500 ล้านบาท รุกขยายสาขาใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ปรับปรุงสาขาเดิม พัฒนาศูนย์กระจายสินค้า และระบบไอที นางเสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโคร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO เปิดเผยว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัวหลังจากเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ประเมินว่าจะส่งผลดีต่อแนวโน้มธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงธุรกิจโฮเรก้า (โรงแรม ร้านอาหาร จัดเลี้ยง) ซึ่งเป็นฐานลูกค้าของบริษัทฯ คาดว่าจะเติบโตดีกว่าที่ผ่านมา แผนงานปี 2566 จึงวางงบลงทุนธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกรวม 25,300-27,500 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้จะใช้ในธุรกิจค้าส่งแม็คโคร 13,100-14,100 ล้านบาท และธุรกิจค้าปลีกโลตัส 12,200-13,400 ล้านบาท เพื่อการขยายสาขา พัฒนาศูนย์กระจายสินค้า พัฒนาระบบดิจิทัล และขยายธุรกิจใหม่

ทั้งนี้ ในปี 2566 ธุรกิจค้าส่งแม็คโครวางแผนเปิดสาขาใหม่ในประเทศไทย 12 สาขา และต่างประเทศ 4-6 สาขา ซึ่งเป็นประเทศที่แม็คโครขยายธุรกิจอยู่แล้ว ส่วนธุรกิจค้าปลีกโลตัส จะเปิดสาขาขนาดใหญ่แบบไฮเปอร์มาร์เก็ต 3-4 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ตในไทยและมาเลเซียรวม 10-14 สาขา และโลตัส โกเฟรช (Lotus’s go fresh) 100-150 สาขา นอกจากนี้หลังจากโลตัสได้เปิดสาขานอร์ธ ราชพฤกษ์ สาขาต้นแบบ “SMART Community Center” และได้รับการตอบรับที่ดี ได้วางแผนปรับและเพิ่มพื้นที่ศูนย์การค้าหรือชอปปิงมอลล์ในโลตัสสาขาอื่น ๆ ให้เป็น SMART Community Center เพื่อเป็นศูนย์รวมการใช้ชีวิตในทุก ๆ วันของชุมชนรอบข้าง โดยมีร้านค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ สร้างประสบการณ์ใหม่ในการชอบปิ้ง มุ่งเน้นเป็น “Inspiring Fresh & Food Destination” เป็นคอมมูนิตี้ที่เป็นแหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหารและพื้นที่กิจกรรม เพื่อให้ลูกค้าใช้เวลาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เนื่องจากต้องการมาเลือกซื้อสินค้า พบปะผู้คนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดี

แนะนำข่าวธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย :  International SOS เปิดให้บริการโซลูชัน Workforce Resilience

ข่าวธุรกิจ

International SOS เปิดให้บริการโซลูชัน Workforce Resilience

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เปิดให้บริการโซลูชัน Workforce Resilience บนเอสเอพี คอนเคอร์ แอป เซ็นเตอร์ ในหมวดหมู่ของแอปที่ได้รับการรับรองจากเอสเอพี คอนเคอร์ 

แซลลี หวัง รองประธานกลุ่มพันธมิตรและคู่ค้าระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า เรามีความยินดีที่จะประกาศว่า โซลูชัน Workforce Resilience ของเราได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของหมวดหมู่แอปที่ได้รับการรับรองจากเอสเอพี คอนเคอร์ นี่คือการรับรองโซลูชัน ‘Duty of Care’ ที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งผนวกรวมความสามารถในการช่วยเหลือลูกค้าและพนักงานของลูกค้าในกรณีที่เกิดวิกฤตไม่ว่าจะเป็นวิกฤตระดับใดก็ตาม ด้วยประสบการณ์ถึง 22 ปีในการค้นหาตำแหน่งที่เกิดเหตุและสื่อสารกับพนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

เอสเอพี คอนเคอร์ แอป เซ็นเตอร์ ให้บริการแอปพลิเคชันจากคู่ค้ามากกว่า 270 แอปที่เชื่อมต่อและยกระดับโซลูชันของเอสเอพี คอนเคอร์ ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถปรับปรุงแผนการจัดการการเดินทางและการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างเหมาะสม สำหรับแอปที่ได้รับการรับรองจากเอสเอพี คอนเคอร์นี้ เป็นหมวดหมู่ของโซลูชันที่สงวนไว้สำหรับคู่ค้าที่มีประวัติและประสบความสำเร็จในการให้บริการลูกค้า หรือคู่ค้าที่อยู่ในภาคส่วนและอุตสาหกรรมโซลูชันที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ข่าวธุรกิจ

ทั้งนี้ แอปที่ได้รับการรับรองจากเอสเอพี คอนเคอร์ ผ่านการทดสอบแล้วอย่างเต็มรูปแบบ และได้รับการรับรองในระดับพรีเมียมจากเอสเอพี คอนเคอร์ โซลูชันจากอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และรอบคอบ

ในขณะเดียวกันก็เสริมความยืดหยุ่น ความต่อเนื่อง และความยั่งยืนของธุรกิจ โดยลูกค้าจะสามารถเข้าถึงชุดข้อมูลการจองทริปการเดินทางที่ครอบคลุมในวงกว้างยิ่งขึ้นจากคอนเคอร์ ทราเวล (Concur Travel) คอนเคอร์ ทริปลิงก์ (Concur TripLink) และทริปอิท (TripIt) ที่ผนวกรวมเข้ากับข้อมูลตำแหน่งแบบเรียลไทม์ผ่านการเช็คอินแบบฉุกเฉินอัตโนมัติ (Automated Emergency Check-In) ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นหาตำแหน่งของพนักงานที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมให้การสนับสนุนในภาวะวิกฤตตามความจำเป็น

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ส่องอาณาจักร “เซ็นทรัล รีเทล” ในเวียดนามที่ขึ้นเบอร์หนึ่งในไฮเปอร์มาร์เก็ต

เซ็นทรัล รีเทล

ส่องอาณาจักร “เซ็นทรัล รีเทล” ในเวียดนามที่ขึ้นเบอร์หนึ่งในไฮเปอร์มาร์เก็ต

ส่องอาณาจักร เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ที่ขึ้นเบอร์หนึ่งในไฮเปอร์มาร์เก็ต และอันดับสองในศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์

พร้อมอัดงบลงทุน 5 ปี 50,000 ล้าน ตั้งเป้าสร้างยอดขาย 150,000 ล้าน ภายในปี 2570 ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า เวียดนามเป็นถือเป็น Key market ที่สำคัญของเซ็นทรัล รีเทล จากศักยภาพของประเทศที่มีความพร้อมในหลายด้าน และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงเดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศเวียดนามอย่างเต็มกำลังตลอด 11 ปีที่ผ่านมา

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2555 ของการเป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์สินค้าแฟชั่นที่มีเพียงไม่กี่สาขา ปัจจุบันเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม มีจำนวนร้านค้ามากกว่า 340 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 1,200,000 ตารางเมตร ใน 40 จังหวัด คิดเป็น 85% ของ GDP ประเทศเวียดนาม และสร้างยอดขายเติบโตก้าวกระโดด จาก 300 ล้านบาท

ตั้งแต่ปี 2557 จนปี 2564 ที่ผ่านมา เรามียอดขายอยู่ที่ 38,592 ล้านบาท ล่าสุดปี 2565 สามารถปิดยอดขายในเวียดนามเป็นสัดส่วนถึง 25% ของยอดขายทั้งหมดของเซ็นทรัล รีเทล ส่งผลให้ CRC กลายเป็นผู้นำค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ที่ขึ้นแท่นอันดับ 1 ด้านไฮเปอร์มาร์เก็ต และอันดับ 2 ด้านศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์

สำหรับโรดแมป 5 ปี ของเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม เรายังคงเดินหน้าเตรียมขยายธุรกิจอย่างเต็มที่ สอดรับกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าอัดงบลงทุน 5 ปี ในเวียดนามอีกกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อสร้างยอดขาย 150,000 ล้านบาท

พร้อมทั้งดับเบิ้ลจำนวนร้านค้าเป็น 600 สาขา ครอบคลุมทั้งสิ้น 57 จังหวัด จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ เพื่อก้าวเป็นเบอร์ 1 ด้านออมนิแชแนลในกลุ่มฟู้ด และอันดับ 2 ในกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ของเวียดนาม ภายในปี 2570

เซ็นทรัล รีเทล

รู้จัก “เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม” ทำธุรกิจอะไรบ้าง

มร. โอลิวิเยร์ แลงเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม กล่าวว่า ความน่าสนใจของเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ซึ่งในปีนี้คาดว่า GDP เวียดนาม จะโตอยู่ที่ 6.7% ซึ่งขยายตัวสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น

แต่ประเด็นเรื่องการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรในเมือง การขยายตัวของโมเดิร์นเทรด และอัตรานักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นนั่นถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญทำให้เซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ 3 กลุ่มธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชาวเวียดนามได้อย่างครอบคลุม ซึ่งประกอบไปด้วย

1. กลุ่มฟู้ด ได้แก่ GO! ไฮเปอร์มาร์เก็ต รวม 38 สาขา ท็อปส์ มาร์เก็ต รวม 10 สาขา Mini go! ซูเปอร์มาร์เก็ต รวม 3 สาขา และลานชี มาร์ท รวม 24 สาขา

2. กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ได้แก่ ศูนย์การค้า GO! รวม 39 สาขา

3. กลุ่มน็อนฟู้ด ได้แก่ เหงียนคิม ซูเปอร์สปอร์ต คุโบ และโรบินส์

ทั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ได้เตรียมทุ่มงบลงทุนอีกกว่า 6,000 ล้านบาท ในปี 2566 เพื่อขยายอาณาจักรให้ครอบคลุมทั่วประเทศเวียดนาม โดยมีแผนธุรกิจดังนี้

สร้างการเติบโตธุรกิจกลุ่มฟู้ดครอบคลุมทั่วประเทศ : ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ไฮเปอร์มาร์เก็ต ด้วยการรีแบรนด์บิ๊กซี และรีโนเวท GO! ไฮเปอร์มาร์เก็ต รวม 10 สาขา พร้อมทั้งขยายท็อปส์มาร์เก็ต และ Mini go! เพิ่มขึ้น 8-10 สาขา เพื่อรองรับผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนเสริมแกร่งกลุ่มอาหาร Fresh และ Non-Food เพื่อดึงดูดทราฟฟิกผู้บริโภคใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น

สร้างความแข็งแกร่งธุรกิจกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ : รีโนเวทศูนย์การค้า GO! รวมทั้งสิ้น 10 สาขา ให้มีความทันสมัยมากขึ้น และเตรียมเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีกในอนาคต พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าด้วยร้านค้าในศูนย์ฯ ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ยกระดับและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของ เหงียนคิม : รีโนเวทร้านเหงียนคิม รวม 10-12 สาขา และขยายร้านเหงียนคิมอีก 3-5 สาขา ทั้งแบบ Standalone และขยายเข้าไปในศูนย์การค้า GO! เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร

พัฒนา Loyalty Platform เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการกว่า 66 ล้านคน : ยกระดับ Loyalty Platform ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะเข้าใจอินไซด์ของลูกค้า และมอบสินค้าและบริการที่ตรงใจ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของ The 1 มาช่วยพัฒนาแพลตฟอร์มให้ดีขึ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม : กลุ่มทรู มอบสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลก 2022 รอบ 16 นัดสุดท้าย ผ่านฟรีทีวี

ธุรกิจ

กลุ่มทรู มอบสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลก 2022 รอบ 16 นัดสุดท้าย ผ่านฟรีทีวี

กลุ่มทรู มอบสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลก 2022 รอบ 16 นัดสุดท้าย ผ่านฟรีทีวี

กลุ่มทรู มอบสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขัน 16 แมตช์ของฟุตบอลโลก 2022 ให้ช่องทีวีดิจิทัลอื่นๆ สามารถออกอากาศคู่ขนานกับช่องทรูโฟร์ยูในระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดิน

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรู ตระหนักถึงเจตนารมณ์ของภาครัฐที่ต้องการให้คนไทยได้รับชมฟุตบอลโลก ซึ่งต้องขอบคุณหน่วยงานภาครัฐทั้ง กกท. และ กสทช. ที่ให้ความสำคัญและเป็นผู้นำในการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์

พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนการถ่ายทอดสดการแข่งขันฯ เพื่อนำความสุขมาให้คนไทยได้สนุกเต็มอรรถรสกับการรับชมฟุตบอลโลก 2022 ครบทั้ง 64 แมตช์ ซึ่งภายใต้เงื่อนไขและกรอบเวลาที่จะต้องตัดสินอย่างเร่งด่วนและกระชั้นชิด

ทั้งนี้ กลุ่มทรู ยังคงยึดมั่นตามแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่จะมุ่งทำเพื่อประโยชน์ของคนไทยทั่วประเทศ จึงเข้าร่วมสนับสนุนงบประมาณจำนวน 300 ล้านบาท พร้อมลงทุนระบบในการเป็นแม่ข่ายถ่ายทอดสดตลอดฤดูกาลการแข่งขันด้วย

ธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังเป็นการนำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญจากการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนศักยภาพของกลุ่มทรูด้านเครือข่ายสื่อสารและระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร เข้ามาเติมเต็มและส่งมอบประสบการณ์การรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ได้แบบจุใจ

ล่าสุด ทรูยังพร้อมมอบสิทธิ์เปิดให้ช่องทีวีดิจิทัลอื่นๆ ได้ออกอากาศการแข่งขัน 16 แมตช์ของฟุตบอลโลก 2022 คู่ขนานกับช่องทรูโฟร์ยูในระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ซึ่งรวมถึงแมตช์แรก เกมเปิดสนาม และแมตช์สุดท้ายคู่ชิงชนะเลิศที่จะเป็นการถ่ายทอดสดคู่ขนานกับ ช่อง T Sport 7

ขณะที่ลิขสิทธิ์การรับชมผ่านระบบออนไลน์ ยังคงต้องเป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎข้อบังคับที่ฟีฟ่ากำหนด ซึ่งกลุ่มทรู ในฐานะผู้ได้รับลิขสิทธิ์จำเป็นต้องดูแลและดำเนินการอย่างเข้มงวด และต้องรับผิดชอบเรื่องการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ฟีฟ่าให้ความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการบริหารสิทธิ์ที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ การร่วมสนับสนุนการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ในครั้งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกลุ่มทรู ในฐานะผู้ได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดสดแบบไลฟ์สตรีมมิงเพียงรายเดียว ที่จะนำคอนเทนต์กีฬาดังระดับโลกมามอบเป็นสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าคนสำคัญ ให้ได้รับชมการแข่งขันฟรีแบบเต็มอิ่มบนเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G จากซิมทรูมูฟ เอช ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

ทั้งแอปพลิเคชันทรูไอดีและกล่องทรูไอดีทีวี แบบดูสด ครบทุกแมตช์ คมชัดระดับเอชดี มีพากย์ทุกคู่ และดูย้อนหลังได้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะสรรหาคอนเทนต์คุณภาพระดับโลก สร้างคุณค่าเพิ่มให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ร่วมเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยอีกด้วย

แนะนำข่าวธุรกิจเพิ่มเติม : แหล่งช็อปสินค้าลักชัวรีโลก เปิดตัว “ดิ เอ็มสเฟียร์”

ข่าวธุรกิจโลก

แหล่งช็อปสินค้าลักชัวรีโลก เปิดตัว “ดิ เอ็มสเฟียร์”

แหล่งช็อปสินค้าลักชัวรีโลก เปิดตัว “ดิ เอ็มสเฟียร์” แม่เหล็กใหม่ กทม.

เปิดตัว “ดิ เอ็มสเฟียร์” จิ๊กซอว์ใหม่ล่าสุดเติมเต็มให้ “ดิ เอ็มดิสทริค” ย่านการค้าใจกลางสุขุมวิท ย้ำจุดหมายปลายทางของแหล่งช็อปปิ้งลักชัวรีแบรนด์เนมระดับโลก เป็นแม่เหล็กใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกช่วยยกระดับกรุงเทพฯเทียบชั้นมหานครของโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดอะมอลล์กรุ๊ปและบริษัท สุขุมวิทซิตี้มอลล์ จำกัด โดย น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร ได้จัดงานเปิดโครงการเปิดตัวดิ เอ็ม ดิสทริค (The EM District) โดยมีโครงการล่าสุด ดิ เอ็มสเฟียร์ (The Emsphere) ศูนย์การค้าระดับโลกจะเป็นจิ๊กซอว์ใหม่เติมเต็มให้ย่านการค้าแห่งนี้ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท พร้อมที่จะเปิดให้บริการในเดือน ธ.ค.ปี 2566

งานเปิดตัวได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ต.ค.2565 ภายใต้ชื่องาน The Em District “The Pulse of Bangkok” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีการแสดงวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจและผู้บริหารองค์กรชั้นนำระดับประเทศและระดับโลก อาทิ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นต้น พร้อมกับแขกรับเชิญคู่ค้าธุรกิจรวมกว่า 3,000 คน

ข่าวธุรกิจวันนี้

น.ส.ศุภลักษณ์กล่าวว่า บริษัทมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจการค้า และการท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนและของโลก เพียบพร้อมไปด้วยย่านการค้า ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวและบันเทิงที่ทันสมัย หลังจากบริษัทประสบความสำเร็จในการสร้างศูนย์การค้าสยามพารากอนให้เป็น ปรากฏการณ์ค้าปลีกที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกและนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย ครั้งนี้เดอะมอลล์ กรุ๊ปพร้อมแล้วที่จะสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ดิ เอ็มดิสทริค เป็นย่านการค้าสุขุมวิทใจกลางกรุงเทพฯประกอบไปด้วยศูนย์การค้าระดับเวิลด์คลาส 3 ศูนย์คือ ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์ และล่าสุดกับโครงการดิ เอ็มสเฟียร์ บนเนื้อที่รวม 50 ไร่ พื้นที่รวมกว่า 650,000 ตารางเมตรมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 50,000 ล้านบาท โอบล้อมอุทยานเบญจสิริ สวนสาธารณะใจกลางกรุง โดยจะเป็นมิติใหม่แห่งย่านธุรกิจการค้า ศูนย์รวมธุรกิจบนถนนสุขุมวิทที่ช่วยยกระดับให้กรุงเทพฯเป็นมหานครระดับโลก เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่จะมาท่องเที่ยวและช็อปปิ้งสินค้าลักชัวรีเหมือนมหานครอื่นๆ เช่นนิวยอร์ก, ลอนดอน, ปารีส, โตเกียว, โซล, เซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง

นอกจากเป็นย่านการค้าที่สำคัญแล้ว ยังเป็นการสร้างย่านที่พักอาศัย โรงแรม ออฟฟิศระดับหรู และที่สำคัญศูนย์รวมความบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ทันสมัยแปลกใหม่ อันเป็นหัวใจของความสำเร็จ โดยดิ เอ็มดิสทริคจะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ อันจะมีส่วนร่วมในการยกระดับให้กรุงเทพฯเป็นมหานครต้นแบบ ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้ก้าวหน้าและทันสมัยด้วยนวัตกรรมใหม่อย่างยั่งยืน

นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มดิสทริค กล่าวว่า ดิ เอ็มสเฟียร์จะมาเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับดิ เอ็มดิสทริค ภายใต้แนวคิดฟิวเจอร์ รีเทล ที่รวบรวมเทรนด์ และไลฟ์สไตล์แห่งอนาคตบนพื้นที่กว่า 200,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยโซนต่างๆ ที่มีความพิเศษไม่ธรรมดา อาทิ โซน EM Galleria โซนสำหรับเหล่าแฟชั่นนิสต้า ที่ประกอบไปด้วยแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก ไทยดีไซเนอร์ และแบรนด์เนมชั้นนำของไทย แหล่งแฮงเอาต์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ สีสันของความบันเทิงสำหรับชาวไทยและนักท่องเที่ยว อิเกีย ซิตี้ สโตร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และ EMLIVE อารีน่าความจุ 6,000 ที่นั่ง เป็นต้น.